จัดทำบทความโดย นายปุณยธร จินดารัตนวรกุล ID 5001203008 C2/2
หลังธนาคารปรับปรุงเงื่อนไขหลักเกณฑ์สินเชื่อ ให้ปชช.เข้าถึงแหล่งทุนได้มากขึ้น เผยแผนครึ่งปีหลังจะเน้นการออม กระตุ้นเศรษฐกิจฐานรากและผู้ประกอบการรายย่อย ควบคู่กับการพัฒนาระบบคอร์ แบงก์กิ้ง...
วันนี้ (26 ก.ค.) นายเลอศักดิ์ จุลเทศ ผู้อำนวยการธนาคารออมสิน กล่าวว่า ผลการดำเนินงานช่วงครึ่งปีแรกที่ผ่านมา ธนาคารมีกำไรสุทธิ 7,612 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 694 ล้านบาท เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปี 2551 เนื่องจากการออมสินได้ปรับปรุงเงื่อนไข หลักเกณฑ์สินเชื่อทั้งหมด เพื่อเปิดโอกาสให้ประชาชนเข้าถึงแหล่งทุนได้มากขึ้น
ผู้อำนวยการ ธนาคารออมสิน กล่าวต่อว่า การดำเนินการดังกล่าวทำให้ธนาคารปล่อยสินเชื่อใหม่ได้ 1.3 แสนล้านบาท ส่วนใหญ่เป็นลูกค้ารายย่อย กลุ่มเศรษฐกิจฐานรากกว่า 9 หมื่นล้านบาท เช่น สินเชื่อบุคคล สินเชื่อธนาคารประชาชน สินเชื่อธุรกิจห้องแถว อีกทั้งบริหารส่วนต่างดอกเบี้ยและค่าใช้จ่ายที่มีคุณภาพ สร้างรายได้ค่าธรรมเนียมเพิ่มขึ้น รวมถึงมาตรการบริหารสินเชื่อด้อยคุณภาพที่ทำให้หนี้ไม่ก่อให้เกิดรายได้ (เอ็นพีแอล) ลดลง ส่งผลให้การตั้งสำรองค่าเผื่อหนี้สงสัยจะสูญ ลดลงตามไปด้วย โดยมีเอ็นพีแอล 3.4% เท่านั้น
นายเลอศักดิ์ กล่าวอีกว่า ยอดสินเชื่อคงเหลือเพิ่มขึ้นจาก 545,398 ล้านบาท เมื่อสิ้นปี 51 เป็น 583,068 ล้านบาท หรือเพิ่มสุทธิ 37,670 ล้านบาท คิดเป็น 7% มีสินทรัพย์รวม 891,994 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 83,366 ล้านบาท หรือเพิ่มขึ้น 10% ขณะที่มียอดเงินฝากรวม 767,467 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 64,988 ล้านบาท หรือเพิ่มขึ้น 9% โดยเป็นการเพิ่มขึ้นจากยอดรับฝากสลากออมสินพิเศษกว่า 5 หมื่นล้านบาท ที่ออมสินได้จัดแคมเปญฉลอง 8 รอบ มอบรถแจ๊ส 8 คัน เมื่อเดือนม.ค.-เม.ย.ที่ผ่านมา
ผู้อำนวยการธนาคารออมสิน กล่าวถึงการวางเป้าหมายสำหรับครึ่งปีหลังว่า ธนาคารจะเน้นการออม กระตุ้นเศรษฐกิจฐานรากและผู้ประกอบการรายย่อย ควบคู่กับการพัฒนาระบบคอร์ แบงก์กิ้ง เพื่อให้บริการอย่างมีคุณภาพได้มาตรฐานถูกต้องและรวดเร็ว รวมถึงดำเนินกิจกรรมด้านสังคม โดยเสริมความเข้มแข็งเรื่องการดูแลรักษาสิ่งแวดล้อมอย่างต่อเนื่องทุก พื้นที่ทั่วประเทศ และยังทำหน้าที่ ส่งเสริมการออม สร้างวินัยทางการเงินสำหรับประชาชน ขยายธุรกรรมทางการเงินที่หลากหลายครอบคลุมลูกค้าทุกกลุ่มทุกระดับ และเน้นร่วมเป็นส่วนหนึ่งในการกระตุ้นเศรษฐกิจให้ขยายตัวได้อย่างมี ประสิทธิภาพและยั่งยืนตามหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง โดยเฉพาะสินเชื่อธนาคารประชาชนในโครงการ 1 สาขา 5 ตลาด นอกจากนี้ เตรียมเพิ่มผลิตภัณฑ์ด้านการเงิน เงินฝาก และสินเชื่อเพื่อรองรับความต้องการเข้าถึงแหล่งทุนตามนโยบายรัฐบาล
คำถาม
1.หลังธนาคารปรับปรุงเงื่อนไขหลักเกณฑ์สินเชื่อ ทำให้ในครึ่งปีแรกของปีนี้ธนาคารปล่อยสินเชื่อใหม่ได้ จำนวนเท่าไร
2.สินเชื่อใหม่ที่ปลอยได้ ส่วนใหญ่เป็นสินเชื่อประเภทใด
3.ธนาคารออมสินมีการวางแผนเป้าหมายสำหรับครึ่งปีหลังไว้อย่างไร
วันจันทร์ที่ 27 กรกฎาคม พ.ศ. 2552
วันจันทร์ที่ 20 กรกฎาคม พ.ศ. 2552
จัดการความเสี่ยงของพอร์ตหุ้นด้วย SET50 Futures
จัดทำบทความโดย นายชวนันท์ นาวีกิจ ID 5001203026 C2/2
หลังจากที่ “นัดพบอนุพันธ์” ได้แนะนำอนุพันธ์แบบใหม่ๆ ไปหลายประเภท
ไม่ ว่าจะเป็น Stock Futures, Gold Futures ไปจนถึงใบสำคัญแสดงสิทธิอนุพันธ์ (DW) คราวนี้ขออนุญาตกลับมาพูดถึงสินค้าเดิมๆ ที่เรารู้จักกันอย่างดีแล้วคือ SET50 Index Futures อีกสักครั้งครับ โดยขอกล่าวถึงประโยชน์การของการซื้อขาย SET50 Index Futures ในส่วนของการบริหารจัดการความเสี่ยง
เป็นที่ ทราบกันแล้วว่า SET50 Futures เป็นสินค้าตัวแรกที่เกิดมาพร้อม TFEX ตั้งแต่ 3 ปีที่แล้ว และเป็นสินค้าที่มีสภาพคล่องสูงสุดใน TFEX โดยในปีนี้ มีการซื้อขายเฉลี่ยประมาณวันละ 9,618 สัญญา หรือคิดเป็นมูลค่าประมาณ 3,383 ล้านบาทต่อวัน สำหรับผู้ลงทุนที่เข้ามาซื้อขาย SET50 Futures นั้น ส่วนใหญ่เป็นผู้ลงทุนทั่วไป (ประมาณ 55%) สัดส่วนการซื้อขายของผู้ลงทุนสถาบันในประเทศ ซึ่งรวมถึงผู้ดูแลสภาพคล่องมีประมาณ 25% ส่วนที่เหลืออีกประมาณ 20% เป็นผู้ลงทุนต่างประเทศ
ผู้ลงทุนสามารถใช้ SET50 Futures เป็นเครื่องมือเพื่อสร้างโอกาสทำกำไรได้ โดยการเข้ามาซื้อขาย SET50 Futures ตามที่คาดการณ์ไว้ หากคาดว่าตลาดมีแนวโน้มที่จะปรับตัวลดลง ก็เปิดสถานะขาย (Short) SET50 Futures
แต่หากคาดว่าสภาพตลาดโดยรวมจะดีขึ้น ดัชนีน่าจะปรับตัวสูงขึ้น ก็เปิดสถานะซื้อ (long) SET50 Futures จากนั้นเมื่อระดับดัชนีและราคา SET50 Futures เปลี่ยนแปลงไปตามคาดการณ์ไว้ จึงปิดสถานะเพื่อรับรู้กำไร
ลองดูตัวอย่าง กันครับ ผู้ลงทุนคาดว่าตลาดน่าจะปรับขึ้น จึงตัดสินใจเปิดสถานะซื้อ SET50 Futures ที่ 412.50 จุด หากปรากฏว่าราคาฟิวเจอร์สปรับตัวสูงขึ้นจริงตามที่คาดไว้ ทุกจุดดัชนีที่ราคาฟิวเจอร์สปรับตัวสูงขึ้น ผู้ลงทุนจะได้กำไร 1,000 บาทต่อสัญญา และเมื่อผู้ลงทุนต้องการรับรู้กำไร เพียงแต่ส่งคำสั่งขายระบุเงื่อนไขปิดสถานะในฟิวเจอร์ส Series เดิมเท่านั้น ในด้านหนึ่ง SET50 Futures จึงถือเป็นทางเลือกในการสร้างโอกาสทำกำไรที่มีประสิทธิภาพ เนื่องจากใช้เงินทุนน้อยกว่าถึง 5-6 เท่าเมื่อเทียบกับการลงทุนจริงในหุ้น 50 ตัว
ตัวอย่างที่กล่าวมาข้างต้น เป็นที่คุ้นเคยของผู้ลงทุนที่ซื้อขายใน TFEX อย่างมาก จนมองดูเผินๆ เหมือนกับ SET50 Futures จะถูกใช้เพื่อการสร้างโอกาสทำกำไรเท่านั้น “นัดพบอนุพันธ์” จึงอยากจะให้ข้อสังเกตเกี่ยวกับการใช้ SET50 Futures ในการจัดการความเสี่ยง ซึ่งเป็นอีกด้านหนึ่งของการใช้ประโยชน์จากฟิวเจอร์สครับ
เชื่อ ว่าผู้ลงทุนทั้งหลายที่มีการซื้อขายหุ้น คงจะมีทั้งการซื้อขายทำกำไรระยะสั้นและการซื้อหุ้นเพื่อลงทุนในระยะยาวหรือ ปานกลาง ผู้ลงทุนมักนิยมลงทุนในหุ้นที่เป็นองค์ประกอบของดัชนี SET50 Index เนื่อง จากเป็นหุ้นที่มีปัจจัยพื้นฐานดี มีสภาพคล่องสูง ดังนั้นผู้ลงทุนจึงอาจกังวลถ้าคาดการณ์ว่าตลาดมีแนวโน้มที่จะปรับลดลง ทางเลือกของผู้ลงทุนในกรณีนี้ มีทั้งการเลือกที่จะขายหุ้นในพอร์ตออกมา และการเลือกใช้ SET50 Futures เพื่อจัดการความเสี่ยงแทน
กรณี ที่ผู้ลงทุนเลือกการบริหารความเสี่ยง โดยยังถือพอร์ตหุ้นไว้พร้อมกับการขาย SET50 Futures แม้ว่ามูลค่าของพอร์ตหุ้นจะปรับลดลงตามราคาหุ้นที่ลดลง ผู้ลงทุนจะยังคงมีกำไรจากการขาย SET50 Futures มา ชดเชย ดังนั้นหากคำนวณกำไรสุทธิรวมแล้ว จะทำให้มูลค่าพอร์ตโดยรวมไม่ขาดทุนหรือเกิดกำไรขาดทุนไม่มากนัก ตัวอย่างเช่น ถ้ามีพอร์ตหุ้นมูลค่า 1.2 ล้านบาท และขาย SET50 Futures จำนวน 3 สัญญาที่ 412.50 จุด หากระดับราคาหุ้นและฟิวเจอร์สลดลง 10% ผู้ลงทุนจะขาดทุนจากพอร์ตที่ลดลง 1.2 แสนบาท (10% ของ 1.2 ล้านบาท) แต่จะมีกำไรจากการขาย SET50 Futures 123,750 บาท (สมมติให้ราคาฟิวเจอร์สปรับลดลง 10% เท่ากับ 41.25 จุด มีกำไรจุดละ 1,000 บาท จำนวน 3 สัญญา) ดังนั้นจะเห็นว่ามูลค่ารวมของพอร์ตที่ถือครองอยู่มีมูลค่าเพิ่มขึ้น 3,750 บาท จากกำไรฟิวเจอร์สที่มาชดเชยผลขาดทุนของพอร์ตหุ้น ข้อดีของการบริหารความเสี่ยงด้วย SET50 Futures ก็คือ ง่ายและสะดวกกว่าการขายหุ้นในพอร์ตออกไปจริงๆ
การ จัดการความเสี่ยงที่กล่าวมานี้ ใช้ได้กับผู้ลงทุนที่มีพอร์ตหุ้นอยู่หรือถือกองทุนหุ้นอยู่ โดยเฉพาะกองทุนที่มีวัตถุประสงค์ที่จะสร้างผลตอบแทนให้ใกล้เคียงกับ SET50 Index หรือกองทุน ETF เช่น TDEX การใช้ SET50 Index Futures ในการบริหารจัดการความเสี่ยงนี้จะทำได้มีประสิทธิภาพมากขึ้น เนื่องจากฟิวเจอร์สกับกองทุน TDEX มีสินค้าอ้างอิงตัวเดียวกัน การใช้ SET50 Index Futures เพื่อ บริหารจัดการความเสี่ยงจึงเป็นประโยชน์แก่ผู้ลงทุนโดยเฉพาะผู้ลงทุน สถาบัน เช่น บริษัทประกัน หรือกองทุนรวม เนื่องจากจะเป็นเครื่องมือที่ช่วยให้พอร์ตมีอัตราผลตอบแทนที่ดีขึ้นในยามที่ ภาวะตลาดตกต่ำ จะเห็นได้ว่าในปีที่ผ่านมาแม้ดัชนีติดลบมากๆ กองทุนที่จัดการความเสี่ยงด้วย SET50 Futures ก็ ยังให้ผลตอบแทนที่ดีกว่ากองทุนที่ไม่ได้จัดการความเสี่ยงครับ ความสำเร็จของกองทุนที่มีการบริหารในลักษณะแบบนี้จึงทำให้ในปีนี้มีกองทุน ที่ลงทุนในหุ้นและใช้ฟิวเจอร์สในการบริหารจัดการความเสี่ยงออกมาให้เลือกลง ทุนอีกหลายกองทุนครับ
ที่มา : http://money.impaqmsn.com/content.aspx?id=17645&ch=227
คำถามท้ายเรื่อง
1.SET50 Futures มีการซื้อขายประมาณวันละกี่สัญญาและมีมูลค่าประมาณวันละกี่บาท
2.การที่ผู้ลงทุนมักนิยมลงทุนในหุ้นที่เป็นองประกอบของดัชนี SET50 Index เนื่องจากปัจจัยอะไร
3. SET50 Index Futures มีประโยชน์อย่างไรต่อผู้ลงทุน
หลังจากที่ “นัดพบอนุพันธ์” ได้แนะนำอนุพันธ์แบบใหม่ๆ ไปหลายประเภท
ไม่ ว่าจะเป็น Stock Futures, Gold Futures ไปจนถึงใบสำคัญแสดงสิทธิอนุพันธ์ (DW) คราวนี้ขออนุญาตกลับมาพูดถึงสินค้าเดิมๆ ที่เรารู้จักกันอย่างดีแล้วคือ SET50 Index Futures อีกสักครั้งครับ โดยขอกล่าวถึงประโยชน์การของการซื้อขาย SET50 Index Futures ในส่วนของการบริหารจัดการความเสี่ยง
เป็นที่ ทราบกันแล้วว่า SET50 Futures เป็นสินค้าตัวแรกที่เกิดมาพร้อม TFEX ตั้งแต่ 3 ปีที่แล้ว และเป็นสินค้าที่มีสภาพคล่องสูงสุดใน TFEX โดยในปีนี้ มีการซื้อขายเฉลี่ยประมาณวันละ 9,618 สัญญา หรือคิดเป็นมูลค่าประมาณ 3,383 ล้านบาทต่อวัน สำหรับผู้ลงทุนที่เข้ามาซื้อขาย SET50 Futures นั้น ส่วนใหญ่เป็นผู้ลงทุนทั่วไป (ประมาณ 55%) สัดส่วนการซื้อขายของผู้ลงทุนสถาบันในประเทศ ซึ่งรวมถึงผู้ดูแลสภาพคล่องมีประมาณ 25% ส่วนที่เหลืออีกประมาณ 20% เป็นผู้ลงทุนต่างประเทศ
ผู้ลงทุนสามารถใช้ SET50 Futures เป็นเครื่องมือเพื่อสร้างโอกาสทำกำไรได้ โดยการเข้ามาซื้อขาย SET50 Futures ตามที่คาดการณ์ไว้ หากคาดว่าตลาดมีแนวโน้มที่จะปรับตัวลดลง ก็เปิดสถานะขาย (Short) SET50 Futures
แต่หากคาดว่าสภาพตลาดโดยรวมจะดีขึ้น ดัชนีน่าจะปรับตัวสูงขึ้น ก็เปิดสถานะซื้อ (long) SET50 Futures จากนั้นเมื่อระดับดัชนีและราคา SET50 Futures เปลี่ยนแปลงไปตามคาดการณ์ไว้ จึงปิดสถานะเพื่อรับรู้กำไร
ลองดูตัวอย่าง กันครับ ผู้ลงทุนคาดว่าตลาดน่าจะปรับขึ้น จึงตัดสินใจเปิดสถานะซื้อ SET50 Futures ที่ 412.50 จุด หากปรากฏว่าราคาฟิวเจอร์สปรับตัวสูงขึ้นจริงตามที่คาดไว้ ทุกจุดดัชนีที่ราคาฟิวเจอร์สปรับตัวสูงขึ้น ผู้ลงทุนจะได้กำไร 1,000 บาทต่อสัญญา และเมื่อผู้ลงทุนต้องการรับรู้กำไร เพียงแต่ส่งคำสั่งขายระบุเงื่อนไขปิดสถานะในฟิวเจอร์ส Series เดิมเท่านั้น ในด้านหนึ่ง SET50 Futures จึงถือเป็นทางเลือกในการสร้างโอกาสทำกำไรที่มีประสิทธิภาพ เนื่องจากใช้เงินทุนน้อยกว่าถึง 5-6 เท่าเมื่อเทียบกับการลงทุนจริงในหุ้น 50 ตัว
ตัวอย่างที่กล่าวมาข้างต้น เป็นที่คุ้นเคยของผู้ลงทุนที่ซื้อขายใน TFEX อย่างมาก จนมองดูเผินๆ เหมือนกับ SET50 Futures จะถูกใช้เพื่อการสร้างโอกาสทำกำไรเท่านั้น “นัดพบอนุพันธ์” จึงอยากจะให้ข้อสังเกตเกี่ยวกับการใช้ SET50 Futures ในการจัดการความเสี่ยง ซึ่งเป็นอีกด้านหนึ่งของการใช้ประโยชน์จากฟิวเจอร์สครับ
เชื่อ ว่าผู้ลงทุนทั้งหลายที่มีการซื้อขายหุ้น คงจะมีทั้งการซื้อขายทำกำไรระยะสั้นและการซื้อหุ้นเพื่อลงทุนในระยะยาวหรือ ปานกลาง ผู้ลงทุนมักนิยมลงทุนในหุ้นที่เป็นองค์ประกอบของดัชนี SET50 Index เนื่อง จากเป็นหุ้นที่มีปัจจัยพื้นฐานดี มีสภาพคล่องสูง ดังนั้นผู้ลงทุนจึงอาจกังวลถ้าคาดการณ์ว่าตลาดมีแนวโน้มที่จะปรับลดลง ทางเลือกของผู้ลงทุนในกรณีนี้ มีทั้งการเลือกที่จะขายหุ้นในพอร์ตออกมา และการเลือกใช้ SET50 Futures เพื่อจัดการความเสี่ยงแทน
กรณี ที่ผู้ลงทุนเลือกการบริหารความเสี่ยง โดยยังถือพอร์ตหุ้นไว้พร้อมกับการขาย SET50 Futures แม้ว่ามูลค่าของพอร์ตหุ้นจะปรับลดลงตามราคาหุ้นที่ลดลง ผู้ลงทุนจะยังคงมีกำไรจากการขาย SET50 Futures มา ชดเชย ดังนั้นหากคำนวณกำไรสุทธิรวมแล้ว จะทำให้มูลค่าพอร์ตโดยรวมไม่ขาดทุนหรือเกิดกำไรขาดทุนไม่มากนัก ตัวอย่างเช่น ถ้ามีพอร์ตหุ้นมูลค่า 1.2 ล้านบาท และขาย SET50 Futures จำนวน 3 สัญญาที่ 412.50 จุด หากระดับราคาหุ้นและฟิวเจอร์สลดลง 10% ผู้ลงทุนจะขาดทุนจากพอร์ตที่ลดลง 1.2 แสนบาท (10% ของ 1.2 ล้านบาท) แต่จะมีกำไรจากการขาย SET50 Futures 123,750 บาท (สมมติให้ราคาฟิวเจอร์สปรับลดลง 10% เท่ากับ 41.25 จุด มีกำไรจุดละ 1,000 บาท จำนวน 3 สัญญา) ดังนั้นจะเห็นว่ามูลค่ารวมของพอร์ตที่ถือครองอยู่มีมูลค่าเพิ่มขึ้น 3,750 บาท จากกำไรฟิวเจอร์สที่มาชดเชยผลขาดทุนของพอร์ตหุ้น ข้อดีของการบริหารความเสี่ยงด้วย SET50 Futures ก็คือ ง่ายและสะดวกกว่าการขายหุ้นในพอร์ตออกไปจริงๆ
การ จัดการความเสี่ยงที่กล่าวมานี้ ใช้ได้กับผู้ลงทุนที่มีพอร์ตหุ้นอยู่หรือถือกองทุนหุ้นอยู่ โดยเฉพาะกองทุนที่มีวัตถุประสงค์ที่จะสร้างผลตอบแทนให้ใกล้เคียงกับ SET50 Index หรือกองทุน ETF เช่น TDEX การใช้ SET50 Index Futures ในการบริหารจัดการความเสี่ยงนี้จะทำได้มีประสิทธิภาพมากขึ้น เนื่องจากฟิวเจอร์สกับกองทุน TDEX มีสินค้าอ้างอิงตัวเดียวกัน การใช้ SET50 Index Futures เพื่อ บริหารจัดการความเสี่ยงจึงเป็นประโยชน์แก่ผู้ลงทุนโดยเฉพาะผู้ลงทุน สถาบัน เช่น บริษัทประกัน หรือกองทุนรวม เนื่องจากจะเป็นเครื่องมือที่ช่วยให้พอร์ตมีอัตราผลตอบแทนที่ดีขึ้นในยามที่ ภาวะตลาดตกต่ำ จะเห็นได้ว่าในปีที่ผ่านมาแม้ดัชนีติดลบมากๆ กองทุนที่จัดการความเสี่ยงด้วย SET50 Futures ก็ ยังให้ผลตอบแทนที่ดีกว่ากองทุนที่ไม่ได้จัดการความเสี่ยงครับ ความสำเร็จของกองทุนที่มีการบริหารในลักษณะแบบนี้จึงทำให้ในปีนี้มีกองทุน ที่ลงทุนในหุ้นและใช้ฟิวเจอร์สในการบริหารจัดการความเสี่ยงออกมาให้เลือกลง ทุนอีกหลายกองทุนครับ
ที่มา : http://money.impaqmsn.com/content.aspx?id=17645&ch=227
คำถามท้ายเรื่อง
1.SET50 Futures มีการซื้อขายประมาณวันละกี่สัญญาและมีมูลค่าประมาณวันละกี่บาท
2.การที่ผู้ลงทุนมักนิยมลงทุนในหุ้นที่เป็นองประกอบของดัชนี SET50 Index เนื่องจากปัจจัยอะไร
3. SET50 Index Futures มีประโยชน์อย่างไรต่อผู้ลงทุน
วันอังคารที่ 14 กรกฎาคม พ.ศ. 2552
Durable Competitive Advantage (DCA)
จัดทำบทความโดย นาย ศรวัฒน์ พรชัยสำเร็จผล 5001203009 C2
DCA
โลกในมุมมองของ Value Investor
ดร. นิเวศน์ เหมวชิรวรากร 2 มิถุนายน 2551
บริษัท ที่จะ “ยิ่งใหญ่” ได้นั้น มักจะต้องมีสิ่งที่เรียกว่า Durable Competitive Advantage หรือ “ความได้เปรียบในการแข่งขันที่ยั่งยืน” หรือที่ Value Investor เรียกกันสั้น ๆ ว่า DCA
การ ได้เปรียบในการแข่งขันที่ยั่งยืนจะทำให้บริษัทสามารถทำกำไรสูงกว่าคู่แข่งใน อุตสาหกรรมเดียวกันและสูงกว่าต้นทุนเงินทุนมากกว่าปกติ และสามารถรักษาระดับการทำกำไรอย่างนั้นได้เป็นเวลายาวนานโดยที่คู่แข่งไม่ สามารถมาทำลายได้
DCA นั้นมักจะไม่ได้อิงกับฝีมือของผู้บริหารในขณะนั้น ไม่ได้อิงกับการที่บริษัทมีขนาดใหญ่มีส่วนแบ่งทางการตลาดมาก มีผลิตภัณฑ์ที่ดีเยี่ยม หรือมีประสิทธิภาพในการดำเนินงานสูง แต่เป็นเรื่องของโครงสร้างทางธุรกิจของบริษัทที่ทำให้บริษัทได้เปรียบและคู่ แข่งไม่สามารถเลียนแบบได้หรือทำได้ก็อาจจะต้องใช้เวลามากอย่างต่ำไม่น้อย กว่า 5-6 ปีหรือเป็น 10 ปีขึ้นไป
วิธี ที่จะดูว่าบริษัทมี DCA หรือไม่นั้น ขั้นตอนในการกรองที่ง่ายที่สุดก็อาจจะดูจากผลกำไรของบริษัทว่ามีความสม่ำ เสมอและอยู่ในระดับสูงเช่น กำไรต่อส่วนของผู้ถือหุ้นสูงกว่า 15% ต่อปีติดต่อกันอย่างน้อย 5 ปีขึ้นไป ยิ่งผลตอบแทนสูงก็ยิ่งแสดงว่าบริษัทอาจจะมี DCA มาก นั่นเป็นการกรองขั้นต้น แต่บริษัทที่จะมี DCA นั้น จะต้องมีคุณสมบัติข้อหนึ่งข้อใดดังต่อไปนี้
ข้อแรก บริษัทอาจจะมีทรัพย์สินที่จับต้องไม่ได้หรือมี Intangible Asset เช่นบริษัทมียี่ห้อที่โดดเด่นที่ลูกค้าต้องการและพร้อมจะจ่ายเงินซื้อในราคา ที่สูงกว่ายี่ห้ออื่นหรือเป็นยี่ห้อที่ลูกค้าเลือกที่จะซื้อมากกว่ายี่ห้อ อื่น หรือบริษัทอาจจะมีลิขสิทธิ์หรือสัมปทานหรือสัญญาที่คู่แข่งไม่สามารถเข้ามา แข่งได้
ข้อ สอง สินค้าหรือบริการของบริษัทอาจจะมีลักษณะที่ทำให้ลูกค้ามีความยากลำบากที่จะ เลิกใช้หรือเปลี่ยนผู้ขายหรือให้บริการ พูดง่าย ๆ มีต้นทุนในการที่จะเปลี่ยนหรือมี Switching Cost สูง ซึ่งทำให้บริษัทมีอำนาจในการตั้งราคาขายที่สูงกว่าปกติ
ข้อ สาม บริษัทมีเครือข่ายลูกค้าที่ใหญ่กว่าคู่แข่งมากและระบบเครือข่ายนั้นทำให้ ลูกค้าได้ประโยชน์มากกว่าเครือข่ายที่เล็กกว่าหรือที่เรียกกันว่า Network Effect
ข้อ สี่และเป็นข้อสุดท้ายก็คือ บริษัทมีข้อได้เปรียบทางด้านต้นทุนการผลิตหรือการให้บริการที่เกิดจากกระบวน การผลิตหรือให้บริการ หรือต้นทุนที่ต่ำกว่าเนื่องจากทำเลที่ตั้ง หรือต้นทุนต่ำเนื่องจากขนาดของธุรกิจ หรือต้นทุนต่ำเนื่องจากทรัพย์สินเฉพาะบางอย่าง ที่ทำให้บริษัทสามารถเสนอสินค้าหรือบริการด้วยต้นทุนที่ต่ำกว่าคู่แข่ง เรียกว่าบริษัทมี Cost Advantage ที่เกิดจากโครงสร้างของธุรกิจแต่ไม่ได้เกิดจากประสิทธิภาพหรือฝีมือในการควบ คุมต้นทุนของผู้บริหาร
ลอง มาดูรายละเอียดและตัวอย่างของ DCA ในแต่ละกลุ่มว่าเป็นอย่างไร เรื่องของยี่ห้อนั้น ไม่ได้หมายความว่าเป็นยี่ห้อดังแล้วจะต้องมี DCA สินค้าหลายชนิดมียี่ห้อที่คนรู้จักมากมายแต่ถ้าลูกค้าไม่พร้อมที่จะจ่ายเงิน ซื้อในราคาที่แพงกว่าหรือมักจะต้องเลือกซื้อแล้วก็ไม่ถือว่าบริษัทมี DCA ตัวอย่างเช่น น้ำดื่มนั้นเป็นสินค้าที่ไม่มี DCA เพราะจะไม่สามารถตั้งราคาขายสูงกว่าคู่แข่งและคนก็มักจะไม่ติดยี่ห้อว่าจะ ต้องซื้อยี่ห้อไหนเป็นการเฉพาะ แต่อย่างในกรณีของนาฬิกาโรเล็กซ์หรือกระเป๋าหลุยวิตตอง แบบนี้ต้องถือว่ามี DCA เพราะคนที่ซื้อนั้นมักเจาะจงเฉพาะตัวสินค้าแม้ว่าราคาจะสูงกว่าคู่แข่งอื่น บริษัทในตลาดหุ้นไทยที่มียี่ห้อโดดเด่นจริง ๆ และถือเป็นบริษัทที่มี DCA นั้นน่าจะมีไม่มาก แต่บริษัทที่มีสัมปทานหรือมีสัญญากับหน่วยงานรัฐดูเหมือนจะมีพอสมควร แต่บริษัทเหล่านี้จำนวนมากก็ถูกจำกัดอำนาจในการตั้งราคา ดังนั้น การพิจารณาเรื่อง DCA อันเนื่องจากทรัพย์สินที่ไม่มีตัวตนจึงต้องดูเป็นราย ๆ ไป
ต้น ทุนในการเปลี่ยนผู้ขายหรือให้บริการหรือ Switching Cost นั้น บ่อยครั้งไม่ใช่เรื่องของเม็ดเงิน ตัวอย่างเช่น กิจการโรงพยาบาลนั้น โดยทั่ว ๆ ไปคนไข้ก็มักจะไม่อยากเปลี่ยนโรงพยาบาลแม้ว่าจะได้รับการเสนอบริการในราคา ที่ต่ำกว่า เหตุผลก็เพราะคนไข้มักจะติดหมอเนื่องจากมีประวัติการรักษากับโรงพยาบาลอยู่ แล้ว คนที่ใช้โทรศัพท์มือถือส่วนใหญ่มักจะไม่อยากเปลี่ยนผู้ให้บริการแม้ว่าจะได้ รับการเสนอโปรโมชั่นที่ถูกกว่า เหตุผลก็เพราะถ้าเปลี่ยนแล้วเขาต้องเปลี่ยนหมายเลขซึ่งอาจจะทำให้เขาขาดการ ติดต่อจากคนที่เคยติดต่อด้วย ดังนั้น บริษัทที่มีลูกค้าที่มี Switching Cost สูงก็มักจะสามารถตั้งราคาสินค้าหรือบริการของตนเองได้สูงกว่าคู่แข่ง จะสูงกว่าเท่าไรก็ขึ้นอยู่กับต้นทุนของลูกค้าในการที่จะเปลี่ยนผู้ขายหรือ ผู้ให้บริการ
Network Effect นั้น เป็นเรื่องที่มักจะเกิดขึ้นในธุรกิจที่เกี่ยวเนื่องกับอินเตอร์เน็ต เช่นในกรณีของเวบที่ขายบริการการประมูลผ่านอินเตอร์เน็ต ในกรณีแบบนี้ เวบที่มีคนใช้บริการมากก็จะดึงดูดให้คนอยากเข้ามาใช้บริการเพราะเขาจะสามารถ ขายหรือซื้อสินค้าได้ในราคาที่ดีที่สุด ดังนั้น ในกรณีแบบนี้ผู้ที่มีเครือข่ายหรือ Network มากกว่าก็จะยิ่งได้ลูกค้ามากขึ้นและคนที่มีเครือข่ายน้อยก็จะแย่ลงเรื่อย ๆ และจะแข่งขันได้ยาก ในตลาดหุ้นไทยนั้น บริษัทที่มี DCA เนื่องจาก Network Effect ดูเหมือนจะมีน้อยหรืออาจจะไม่มีเลย
ความ ได้เปรียบในด้านของต้นทุนน่าจะเป็น DCA ที่มีมากที่สุดในตลาดหุ้นไทย ขนาดของธุรกิจดูเหมือนจะเป็นตัวที่ทำให้ต้นทุนของบริษัทที่ใหญ่กว่ามีต้นทุน ที่ต่ำกว่าบริษัทที่เล็กกว่า แต่การที่จะเป็น DCA นั้นผมคิดว่าต้นทุนอาจจะต้องต่ำกว่าพอควรและคู่แข่งไม่สามารถสร้างกำลังผลิต ให้ใหญ่เท่าได้อาจจะเนื่องจากความต้องการซื้อไม่เพียงพอที่จะรับกับกำลังการ ผลิตใหม่ได้ ในบางครั้ง กิจการอาจจะมีต้นทุนต่ำกว่าเนื่องจากประสิทธิภาพที่ดีแต่นี่ไม่ใช่ DCA เพราะในไม่ช้าคู่แข่งก็มักจะสามารถเพิ่มประสิทธิภาพจนทำให้มีต้นทุนเท่า เทียมกันได้
ทั้ง หมดนั้นก็เป็นเรื่องของแหล่งกำเนิดของ DCA แต่ประเด็นที่สำคัญพอกันก็คือ DCA นั้น มีระดับของความเข้มข้นแตกต่างกัน บางบริษัทมีอย่างอ่อน บางบริษัทก็มี DCA สูงมาก ดังนั้นเราต้องวิเคราะห์ว่าเป็นอย่างไร และให้ “คุณค่า” ตามที่เหมาะสม นั่นก็คือ บริษัทที่มี DCA สูงควรจะมีค่า PE(price / earning ratio) สูง และบริษัทที่มี DCA ต่ำก็ไม่ควรมีค่า PE สูง
ที่มา : http://www.thaivi.com/article/value-investor/530-dca.html
คำถาม
1. DCA หมายความว่าอะไร และ วิธีที่จะดูว่าบริษัทมี DCA สูงหรือไม่ คือดูจากอะไรบ้าง
2.บริษัทที่มี DCA จะต้องมีคุณสมบัติ 4 ข้อ อะไรบ้าง
3.ความได้เปรียบด้าน Switching Cost คืออะไร
DCA
โลกในมุมมองของ Value Investor
ดร. นิเวศน์ เหมวชิรวรากร 2 มิถุนายน 2551
บริษัท ที่จะ “ยิ่งใหญ่” ได้นั้น มักจะต้องมีสิ่งที่เรียกว่า Durable Competitive Advantage หรือ “ความได้เปรียบในการแข่งขันที่ยั่งยืน” หรือที่ Value Investor เรียกกันสั้น ๆ ว่า DCA
การ ได้เปรียบในการแข่งขันที่ยั่งยืนจะทำให้บริษัทสามารถทำกำไรสูงกว่าคู่แข่งใน อุตสาหกรรมเดียวกันและสูงกว่าต้นทุนเงินทุนมากกว่าปกติ และสามารถรักษาระดับการทำกำไรอย่างนั้นได้เป็นเวลายาวนานโดยที่คู่แข่งไม่ สามารถมาทำลายได้
DCA นั้นมักจะไม่ได้อิงกับฝีมือของผู้บริหารในขณะนั้น ไม่ได้อิงกับการที่บริษัทมีขนาดใหญ่มีส่วนแบ่งทางการตลาดมาก มีผลิตภัณฑ์ที่ดีเยี่ยม หรือมีประสิทธิภาพในการดำเนินงานสูง แต่เป็นเรื่องของโครงสร้างทางธุรกิจของบริษัทที่ทำให้บริษัทได้เปรียบและคู่ แข่งไม่สามารถเลียนแบบได้หรือทำได้ก็อาจจะต้องใช้เวลามากอย่างต่ำไม่น้อย กว่า 5-6 ปีหรือเป็น 10 ปีขึ้นไป
วิธี ที่จะดูว่าบริษัทมี DCA หรือไม่นั้น ขั้นตอนในการกรองที่ง่ายที่สุดก็อาจจะดูจากผลกำไรของบริษัทว่ามีความสม่ำ เสมอและอยู่ในระดับสูงเช่น กำไรต่อส่วนของผู้ถือหุ้นสูงกว่า 15% ต่อปีติดต่อกันอย่างน้อย 5 ปีขึ้นไป ยิ่งผลตอบแทนสูงก็ยิ่งแสดงว่าบริษัทอาจจะมี DCA มาก นั่นเป็นการกรองขั้นต้น แต่บริษัทที่จะมี DCA นั้น จะต้องมีคุณสมบัติข้อหนึ่งข้อใดดังต่อไปนี้
ข้อแรก บริษัทอาจจะมีทรัพย์สินที่จับต้องไม่ได้หรือมี Intangible Asset เช่นบริษัทมียี่ห้อที่โดดเด่นที่ลูกค้าต้องการและพร้อมจะจ่ายเงินซื้อในราคา ที่สูงกว่ายี่ห้ออื่นหรือเป็นยี่ห้อที่ลูกค้าเลือกที่จะซื้อมากกว่ายี่ห้อ อื่น หรือบริษัทอาจจะมีลิขสิทธิ์หรือสัมปทานหรือสัญญาที่คู่แข่งไม่สามารถเข้ามา แข่งได้
ข้อ สอง สินค้าหรือบริการของบริษัทอาจจะมีลักษณะที่ทำให้ลูกค้ามีความยากลำบากที่จะ เลิกใช้หรือเปลี่ยนผู้ขายหรือให้บริการ พูดง่าย ๆ มีต้นทุนในการที่จะเปลี่ยนหรือมี Switching Cost สูง ซึ่งทำให้บริษัทมีอำนาจในการตั้งราคาขายที่สูงกว่าปกติ
ข้อ สาม บริษัทมีเครือข่ายลูกค้าที่ใหญ่กว่าคู่แข่งมากและระบบเครือข่ายนั้นทำให้ ลูกค้าได้ประโยชน์มากกว่าเครือข่ายที่เล็กกว่าหรือที่เรียกกันว่า Network Effect
ข้อ สี่และเป็นข้อสุดท้ายก็คือ บริษัทมีข้อได้เปรียบทางด้านต้นทุนการผลิตหรือการให้บริการที่เกิดจากกระบวน การผลิตหรือให้บริการ หรือต้นทุนที่ต่ำกว่าเนื่องจากทำเลที่ตั้ง หรือต้นทุนต่ำเนื่องจากขนาดของธุรกิจ หรือต้นทุนต่ำเนื่องจากทรัพย์สินเฉพาะบางอย่าง ที่ทำให้บริษัทสามารถเสนอสินค้าหรือบริการด้วยต้นทุนที่ต่ำกว่าคู่แข่ง เรียกว่าบริษัทมี Cost Advantage ที่เกิดจากโครงสร้างของธุรกิจแต่ไม่ได้เกิดจากประสิทธิภาพหรือฝีมือในการควบ คุมต้นทุนของผู้บริหาร
ลอง มาดูรายละเอียดและตัวอย่างของ DCA ในแต่ละกลุ่มว่าเป็นอย่างไร เรื่องของยี่ห้อนั้น ไม่ได้หมายความว่าเป็นยี่ห้อดังแล้วจะต้องมี DCA สินค้าหลายชนิดมียี่ห้อที่คนรู้จักมากมายแต่ถ้าลูกค้าไม่พร้อมที่จะจ่ายเงิน ซื้อในราคาที่แพงกว่าหรือมักจะต้องเลือกซื้อแล้วก็ไม่ถือว่าบริษัทมี DCA ตัวอย่างเช่น น้ำดื่มนั้นเป็นสินค้าที่ไม่มี DCA เพราะจะไม่สามารถตั้งราคาขายสูงกว่าคู่แข่งและคนก็มักจะไม่ติดยี่ห้อว่าจะ ต้องซื้อยี่ห้อไหนเป็นการเฉพาะ แต่อย่างในกรณีของนาฬิกาโรเล็กซ์หรือกระเป๋าหลุยวิตตอง แบบนี้ต้องถือว่ามี DCA เพราะคนที่ซื้อนั้นมักเจาะจงเฉพาะตัวสินค้าแม้ว่าราคาจะสูงกว่าคู่แข่งอื่น บริษัทในตลาดหุ้นไทยที่มียี่ห้อโดดเด่นจริง ๆ และถือเป็นบริษัทที่มี DCA นั้นน่าจะมีไม่มาก แต่บริษัทที่มีสัมปทานหรือมีสัญญากับหน่วยงานรัฐดูเหมือนจะมีพอสมควร แต่บริษัทเหล่านี้จำนวนมากก็ถูกจำกัดอำนาจในการตั้งราคา ดังนั้น การพิจารณาเรื่อง DCA อันเนื่องจากทรัพย์สินที่ไม่มีตัวตนจึงต้องดูเป็นราย ๆ ไป
ต้น ทุนในการเปลี่ยนผู้ขายหรือให้บริการหรือ Switching Cost นั้น บ่อยครั้งไม่ใช่เรื่องของเม็ดเงิน ตัวอย่างเช่น กิจการโรงพยาบาลนั้น โดยทั่ว ๆ ไปคนไข้ก็มักจะไม่อยากเปลี่ยนโรงพยาบาลแม้ว่าจะได้รับการเสนอบริการในราคา ที่ต่ำกว่า เหตุผลก็เพราะคนไข้มักจะติดหมอเนื่องจากมีประวัติการรักษากับโรงพยาบาลอยู่ แล้ว คนที่ใช้โทรศัพท์มือถือส่วนใหญ่มักจะไม่อยากเปลี่ยนผู้ให้บริการแม้ว่าจะได้ รับการเสนอโปรโมชั่นที่ถูกกว่า เหตุผลก็เพราะถ้าเปลี่ยนแล้วเขาต้องเปลี่ยนหมายเลขซึ่งอาจจะทำให้เขาขาดการ ติดต่อจากคนที่เคยติดต่อด้วย ดังนั้น บริษัทที่มีลูกค้าที่มี Switching Cost สูงก็มักจะสามารถตั้งราคาสินค้าหรือบริการของตนเองได้สูงกว่าคู่แข่ง จะสูงกว่าเท่าไรก็ขึ้นอยู่กับต้นทุนของลูกค้าในการที่จะเปลี่ยนผู้ขายหรือ ผู้ให้บริการ
Network Effect นั้น เป็นเรื่องที่มักจะเกิดขึ้นในธุรกิจที่เกี่ยวเนื่องกับอินเตอร์เน็ต เช่นในกรณีของเวบที่ขายบริการการประมูลผ่านอินเตอร์เน็ต ในกรณีแบบนี้ เวบที่มีคนใช้บริการมากก็จะดึงดูดให้คนอยากเข้ามาใช้บริการเพราะเขาจะสามารถ ขายหรือซื้อสินค้าได้ในราคาที่ดีที่สุด ดังนั้น ในกรณีแบบนี้ผู้ที่มีเครือข่ายหรือ Network มากกว่าก็จะยิ่งได้ลูกค้ามากขึ้นและคนที่มีเครือข่ายน้อยก็จะแย่ลงเรื่อย ๆ และจะแข่งขันได้ยาก ในตลาดหุ้นไทยนั้น บริษัทที่มี DCA เนื่องจาก Network Effect ดูเหมือนจะมีน้อยหรืออาจจะไม่มีเลย
ความ ได้เปรียบในด้านของต้นทุนน่าจะเป็น DCA ที่มีมากที่สุดในตลาดหุ้นไทย ขนาดของธุรกิจดูเหมือนจะเป็นตัวที่ทำให้ต้นทุนของบริษัทที่ใหญ่กว่ามีต้นทุน ที่ต่ำกว่าบริษัทที่เล็กกว่า แต่การที่จะเป็น DCA นั้นผมคิดว่าต้นทุนอาจจะต้องต่ำกว่าพอควรและคู่แข่งไม่สามารถสร้างกำลังผลิต ให้ใหญ่เท่าได้อาจจะเนื่องจากความต้องการซื้อไม่เพียงพอที่จะรับกับกำลังการ ผลิตใหม่ได้ ในบางครั้ง กิจการอาจจะมีต้นทุนต่ำกว่าเนื่องจากประสิทธิภาพที่ดีแต่นี่ไม่ใช่ DCA เพราะในไม่ช้าคู่แข่งก็มักจะสามารถเพิ่มประสิทธิภาพจนทำให้มีต้นทุนเท่า เทียมกันได้
ทั้ง หมดนั้นก็เป็นเรื่องของแหล่งกำเนิดของ DCA แต่ประเด็นที่สำคัญพอกันก็คือ DCA นั้น มีระดับของความเข้มข้นแตกต่างกัน บางบริษัทมีอย่างอ่อน บางบริษัทก็มี DCA สูงมาก ดังนั้นเราต้องวิเคราะห์ว่าเป็นอย่างไร และให้ “คุณค่า” ตามที่เหมาะสม นั่นก็คือ บริษัทที่มี DCA สูงควรจะมีค่า PE(price / earning ratio) สูง และบริษัทที่มี DCA ต่ำก็ไม่ควรมีค่า PE สูง
ที่มา : http://www.thaivi.com/article/value-investor/530-dca.html
คำถาม
1. DCA หมายความว่าอะไร และ วิธีที่จะดูว่าบริษัทมี DCA สูงหรือไม่ คือดูจากอะไรบ้าง
2.บริษัทที่มี DCA จะต้องมีคุณสมบัติ 4 ข้อ อะไรบ้าง
3.ความได้เปรียบด้าน Switching Cost คืออะไร
วันจันทร์ที่ 6 กรกฎาคม พ.ศ. 2552
H1N1 FLU: ผู้เชี่ยวชาญเวิลด์แบงก์เตือนคนไทยอย่าตระหนกไข้หวัด 2009 เกินเหตุ
จัดทำบทความโดย นายปุณยธร จินดารัตนวรกุล เลขทะเบียน5001203008
ธนาคารโลกแนะนำให้ประชาชนตระหนัก แต่อย่าตื่นตระหนกกับการระบาดของไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ใหม่ 2009 จนเกินไป เพราะอาจจะส่งผลลบต่อเศรษฐกิจโดยรวม และสนับสนุนทุกองค์กรสามารถเตรียมความพร้อมดำเนินแผนประคองกิจการ(Business Continuity Plan) รับมือการแพร่ระบาดของเชื้อโรงดังกล่าว
"ธนาคารโลกไม่ต้องการให้แต่ละประเทศตื่นตระหนกกับสภาวการณ์ระบาดที่เกิดขึ้น เพราะจากประวัติศาสตร์การระบาดของโรคพบว่าในระดับที่ความรุนแรงต่ำสุดมี อัตราการเสียชีวิตอยู่ที่ 1.4 ล้านคนจะสร้างผลเสียหายต่อเศรษฐกิจโลก GDP ของโลกจะตกลง 0.7 เปอร์เซ็นต์ ซึ่งเมื่อเทียบกับสภาวการณ์ปัจจุบันยังมีความแตกต่างกันอยู่มาก" นายสุทยุต โอสรประสพ ผู้เชี่ยวชาญโครงการพัฒนามนุษย์ ธนาคารโลก กล่าว
ผู้เชี่ยวชาญโครงการพัฒนามนุษย์ ธนาคารโลก กล่าวว่า เป็นการยากที่จะระบุในเวลานี้ว่าไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ใหม่สร้างความเสียหาย ให้แก่เศรษฐกิจโลกเท่าใด เนื่องจากสภาวการณ์ระบาดยังผันแปรอยู่ตลอดเวลา และเกิดขึ้นในช่วงวิกฤตเศรษฐกิจโลกพอดี แต่จากการศึกษาพบว่าในกรณีเกิดการระบาดของโรคที่มาของความเสียหายต่อ เศรษฐกิจโลกจะมีด้วยกัน 3 ทางได้แก่ การเสียชีวิตของวัยแรงงานจากการติดเชื้อ, ผลกระทบจากอุปทานชั่วคราว หมายถึงการเจ็บป่วย ซึ่งนำสู่การหยุด ขาด ลางาน ส่งผลให้กระบวนการผลิตลดลง และผลกระทบทางอุปสงค์ ซึ่งเกิดจากความพยายามของคนในการที่จะทำให้ตัวเองไม่ติดเชื้อ
"การเสียชีวิตสร้างผลกระทบ 12% การขาดลางานสร้างผลกระทบ 28% ขณะที่ผลกระทบทางอุปสงค์สร้างความเสียหายทางเศรษฐกิจมากที่สุดถึง 60% ผู้คนในสังคมพยายามลดการเดินทางโดยเฉพาะทางอากาศ ลดการบริโภคสินค้าหรือบริการ หยุดท่องเที่ยว หลีกเลี่ยงการใช้บริการขนส่งมวลชน ไม่ช็อปปิ้งในห้างสรรพสินค้าหรือไปโรงภาพยนตร์ ซึ่งยิ่งสร้างความเสียหายต่อเศรษฐกิจของประเทศโดยไม่จำเป็น ภาครัฐต้องพยายามไม่ให้เกิดภาวะตื่นตระหนกในสังคม และให้ความรู้ต่อประชาชนเกี่ยวกับการป้องกันตัวเองจากการติดเชื้อ และเห็นว่าที่ผ่านมารัฐบาลไทยรับมือกับการระบาดของโรคได้ดี" นายสุทยุต กล่าว
"การจัดเตรียมแผนบีซีพีไม่เพียงแต่จะช่วยป้องกันภาวะการตื่นตระหนกแล้ว ยังช่วยให้องค์กรสามารถทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ และชะลอความเสียหายทางธุรกิจได้ในช่วงการระบาด" นายสุทยุต กล่าว
นอกจากนี้ ประเทศกำลังพัฒนาทั่วโลกจำเป็นต้องเร่งสร้างระบบสาธารณสุขให้แข็งแกร่ง เพื่อตอบสนองการระบาดของโรค ยิ่งในช่วงภาวะวิกฤตการณ์เศรษฐกิจ รัฐบาลของแต่ละประเทศ รวมถึงองค์กรที่ให้ความช่วยเหลือประเทศกำลังพัฒนา(Aid Donor) ต้องไม่ดำเนินการตัดงบประมาณที่จำเป็นทางด้านสาธารณสุขอย่างเด็ดขาด เพราะจะยิ่งทำให้เกิดความเสียหายมากขึ้น ซึ่งเห็นได้จากตัวอย่างครั้งวิกฤตการณ์เศรษฐกิจปี 2540 รัฐบาลหลายประเทศในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ได้ทำการตัดงบประมาณด้าน สาธารณสุข ส่งผลให้มาตรฐานด้านคุณภาพชีวิตตกลง เกิดปัญหาทั้งการขาดแคลนสารอาหารที่จำเป็นในเด็ก และภาวะโลหิตจางในหญิงตั้งครรภ์
"ธนาคารโลกได้ จัดตั้งกองทุน Fast Track ด้วยวงเงิน 500 ล้านเหรียญสหรัฐ เมื่อต้นเดือนมิถุนายนที่ผ่านมา สำหรับช่วยเหลือประเทศกำลังพัฒนาในการปฏิบัติการฉุกเฉิน เพื่อป้องกันและควบคุมการระบาดไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ใหม่เอช 1 เอ็น 1 ซึ่งเงินจำนวนนี้สามารถนำไปซื้อยา อุปกรณ์ทางการแพทย์ พัฒนาการให้บริการในโรงพยาบาล ดำเนินแผนการรณรงค์สู่ประชาชาน ส่งเสริมการเฝ้าระวัง รวมถึงริเริ่มมาตรการลดผลกระทบทางเศรษฐกิจและสังคม ซึ่งในปัจจุบัน ประเทศเม็กซิโก ได้ทำเรื่องของใช้งบประมาณจากกองทุนนี้แล้ว 205 ล้านเหรียญสหรัฐ ส่วนประเทศไทยยังไม่ได้ติดต่อเพื่อขอเบิกใช้งบประมาณดังกล่าว" นายสุทยุต กล่าว
กองทุน Fast Track ยังได้นำไปสมทบกับกองทุนเดิมที่จัดตั้งขึ้นเมื่อครั้งการระบาดของไข้หวัดนก ในปี 2549 ภายใต้โครงการ The Global Program for Avian Influenza Control and Human Pandemic Preparedness and Response (GPAI) ปริมาณเงิน 500 ล้านเหรียญสหรัฐ ซึ่งมีประเทศที่ได้รับประโยชน์จากกองทุนนี้แล้วรวม 57 ประเทศทั่วโลก
--อินโฟเควสท์ โดย ศศิธร ซิมาภรณ์ โทร.0-2253-5050 ต่อ 345 อีเมล์: sasithorn@infoquest.co.th--
ที่มา : http://www.ryt9.com/s/iq01/602932/
คำถามท้ายเรื่อง
1.จากการศึกษาคาดว่าภาวะการระบาดของโรคจะส่งผลกระทบสร้างความเสียหายต่อเศรษฐกิจโลกได้อย่างไร
2.จากข้อ1ปัจจัยใดที่มีผลกระทบเศรษฐกิจโลกมากที่สุดเมื่อเกิดโรคระบาด
3.กองทุน Fast Track ถูกจัดตั้งโดยองค์กรใดและมีจุดประสงค์ในการจัดตั้งขึ้นเพื่ออะไร
ธนาคารโลกแนะนำให้ประชาชนตระหนัก แต่อย่าตื่นตระหนกกับการระบาดของไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ใหม่ 2009 จนเกินไป เพราะอาจจะส่งผลลบต่อเศรษฐกิจโดยรวม และสนับสนุนทุกองค์กรสามารถเตรียมความพร้อมดำเนินแผนประคองกิจการ(Business Continuity Plan) รับมือการแพร่ระบาดของเชื้อโรงดังกล่าว
"ธนาคารโลกไม่ต้องการให้แต่ละประเทศตื่นตระหนกกับสภาวการณ์ระบาดที่เกิดขึ้น เพราะจากประวัติศาสตร์การระบาดของโรคพบว่าในระดับที่ความรุนแรงต่ำสุดมี อัตราการเสียชีวิตอยู่ที่ 1.4 ล้านคนจะสร้างผลเสียหายต่อเศรษฐกิจโลก GDP ของโลกจะตกลง 0.7 เปอร์เซ็นต์ ซึ่งเมื่อเทียบกับสภาวการณ์ปัจจุบันยังมีความแตกต่างกันอยู่มาก" นายสุทยุต โอสรประสพ ผู้เชี่ยวชาญโครงการพัฒนามนุษย์ ธนาคารโลก กล่าว
ผู้เชี่ยวชาญโครงการพัฒนามนุษย์ ธนาคารโลก กล่าวว่า เป็นการยากที่จะระบุในเวลานี้ว่าไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ใหม่สร้างความเสียหาย ให้แก่เศรษฐกิจโลกเท่าใด เนื่องจากสภาวการณ์ระบาดยังผันแปรอยู่ตลอดเวลา และเกิดขึ้นในช่วงวิกฤตเศรษฐกิจโลกพอดี แต่จากการศึกษาพบว่าในกรณีเกิดการระบาดของโรคที่มาของความเสียหายต่อ เศรษฐกิจโลกจะมีด้วยกัน 3 ทางได้แก่ การเสียชีวิตของวัยแรงงานจากการติดเชื้อ, ผลกระทบจากอุปทานชั่วคราว หมายถึงการเจ็บป่วย ซึ่งนำสู่การหยุด ขาด ลางาน ส่งผลให้กระบวนการผลิตลดลง และผลกระทบทางอุปสงค์ ซึ่งเกิดจากความพยายามของคนในการที่จะทำให้ตัวเองไม่ติดเชื้อ
"การเสียชีวิตสร้างผลกระทบ 12% การขาดลางานสร้างผลกระทบ 28% ขณะที่ผลกระทบทางอุปสงค์สร้างความเสียหายทางเศรษฐกิจมากที่สุดถึง 60% ผู้คนในสังคมพยายามลดการเดินทางโดยเฉพาะทางอากาศ ลดการบริโภคสินค้าหรือบริการ หยุดท่องเที่ยว หลีกเลี่ยงการใช้บริการขนส่งมวลชน ไม่ช็อปปิ้งในห้างสรรพสินค้าหรือไปโรงภาพยนตร์ ซึ่งยิ่งสร้างความเสียหายต่อเศรษฐกิจของประเทศโดยไม่จำเป็น ภาครัฐต้องพยายามไม่ให้เกิดภาวะตื่นตระหนกในสังคม และให้ความรู้ต่อประชาชนเกี่ยวกับการป้องกันตัวเองจากการติดเชื้อ และเห็นว่าที่ผ่านมารัฐบาลไทยรับมือกับการระบาดของโรคได้ดี" นายสุทยุต กล่าว
"การจัดเตรียมแผนบีซีพีไม่เพียงแต่จะช่วยป้องกันภาวะการตื่นตระหนกแล้ว ยังช่วยให้องค์กรสามารถทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ และชะลอความเสียหายทางธุรกิจได้ในช่วงการระบาด" นายสุทยุต กล่าว
นอกจากนี้ ประเทศกำลังพัฒนาทั่วโลกจำเป็นต้องเร่งสร้างระบบสาธารณสุขให้แข็งแกร่ง เพื่อตอบสนองการระบาดของโรค ยิ่งในช่วงภาวะวิกฤตการณ์เศรษฐกิจ รัฐบาลของแต่ละประเทศ รวมถึงองค์กรที่ให้ความช่วยเหลือประเทศกำลังพัฒนา(Aid Donor) ต้องไม่ดำเนินการตัดงบประมาณที่จำเป็นทางด้านสาธารณสุขอย่างเด็ดขาด เพราะจะยิ่งทำให้เกิดความเสียหายมากขึ้น ซึ่งเห็นได้จากตัวอย่างครั้งวิกฤตการณ์เศรษฐกิจปี 2540 รัฐบาลหลายประเทศในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ได้ทำการตัดงบประมาณด้าน สาธารณสุข ส่งผลให้มาตรฐานด้านคุณภาพชีวิตตกลง เกิดปัญหาทั้งการขาดแคลนสารอาหารที่จำเป็นในเด็ก และภาวะโลหิตจางในหญิงตั้งครรภ์
"ธนาคารโลกได้ จัดตั้งกองทุน Fast Track ด้วยวงเงิน 500 ล้านเหรียญสหรัฐ เมื่อต้นเดือนมิถุนายนที่ผ่านมา สำหรับช่วยเหลือประเทศกำลังพัฒนาในการปฏิบัติการฉุกเฉิน เพื่อป้องกันและควบคุมการระบาดไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ใหม่เอช 1 เอ็น 1 ซึ่งเงินจำนวนนี้สามารถนำไปซื้อยา อุปกรณ์ทางการแพทย์ พัฒนาการให้บริการในโรงพยาบาล ดำเนินแผนการรณรงค์สู่ประชาชาน ส่งเสริมการเฝ้าระวัง รวมถึงริเริ่มมาตรการลดผลกระทบทางเศรษฐกิจและสังคม ซึ่งในปัจจุบัน ประเทศเม็กซิโก ได้ทำเรื่องของใช้งบประมาณจากกองทุนนี้แล้ว 205 ล้านเหรียญสหรัฐ ส่วนประเทศไทยยังไม่ได้ติดต่อเพื่อขอเบิกใช้งบประมาณดังกล่าว" นายสุทยุต กล่าว
กองทุน Fast Track ยังได้นำไปสมทบกับกองทุนเดิมที่จัดตั้งขึ้นเมื่อครั้งการระบาดของไข้หวัดนก ในปี 2549 ภายใต้โครงการ The Global Program for Avian Influenza Control and Human Pandemic Preparedness and Response (GPAI) ปริมาณเงิน 500 ล้านเหรียญสหรัฐ ซึ่งมีประเทศที่ได้รับประโยชน์จากกองทุนนี้แล้วรวม 57 ประเทศทั่วโลก
--อินโฟเควสท์ โดย ศศิธร ซิมาภรณ์ โทร.0-2253-5050 ต่อ 345 อีเมล์: sasithorn@infoquest.co.th--
ที่มา : http://www.ryt9.com/s/iq01/602932/
คำถามท้ายเรื่อง
1.จากการศึกษาคาดว่าภาวะการระบาดของโรคจะส่งผลกระทบสร้างความเสียหายต่อเศรษฐกิจโลกได้อย่างไร
2.จากข้อ1ปัจจัยใดที่มีผลกระทบเศรษฐกิจโลกมากที่สุดเมื่อเกิดโรคระบาด
3.กองทุน Fast Track ถูกจัดตั้งโดยองค์กรใดและมีจุดประสงค์ในการจัดตั้งขึ้นเพื่ออะไร
สมัครสมาชิก:
ความคิดเห็น (Atom)
