จัดทำบทความโดย นาย ชวนันท์ นาวีกิจ 5001203026 c2/2
“พรทิวา” เปิดแผนแก้เกมส์ส่งออก ตั้งสถาบันธุรกิจบริการ วางยุทธศาสตร์หนุนธุรกิจบริการระดับชาติ คาดปี 52 โกยเงินเข้าประเทศกว่า 1.1 ล้านล้านบาท
นางพรทิวา นาคาศัย รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า กระทรวงพาณิชย์ได้กำหนดมาตรการเร่งด่วนเพื่อกระตุ้นการส่งออกรับ มือกับวิกฤติเศรษฐกิจโลกไว้ 5 มาตรการ ได้แก่ มาตรการด้สนสินค้า มาตรการด้านราคาต้นทุนสินค้า มาตรการด้านการตลาด มาตรการด้านการสื่อสารและการสร้างภาพลักษณ์ และมาตรการเร่งด่วนแก้ไขการขาดคำสั่งซื้อชั่วคราว
โดยในมาตรการด้านสินค้านั้น จะส่งเสริมให้เกิดนวัตกรรม วิจัย และพัฒนาสินค้าใหม่ โดยแบ่งเป็นนวัตกรรมรายอุตสาหกรรมเพิ่อจัดแสดง เช่น สินค้าอาหาร สินค้าไลฟ์สไตล์ สินค้าอุตสาหกรรมหนัก สินค้าซอฟแวร์ เป็นต้น รวมทั้งจะส่งเสริมธุรกิจบริการอย่างเต็มที่
โดยจะตั้งสถาบันธุรกิจบริการซึ่งจะมีหน้าที่ดูแลด้านธุรกิจบริการอย่าง เฉพาะเจาะจง เพื่อกำหนดยุทธศาสตร์ธุรกิจบริการของประเทศ ให้เชื่อมโยงทุกธุรกิจบริการทั้ง 17 สาขา โดยจะนำเรื่องนี้เสนอเข้าที่ประชุมคณะรัฐมนตรีพิจารณาในเร็วๆนี้ ซึ่งคาดว่าในปีนี้จะมีรายได้จากธุรกิจบริการเพิ่มขึ้น 10% มีมูลค่าประมาณ 1.1 ล้านล้านบาท
นอกจากนี้ ยังมีโครงการครัวไทยสู่ครัวโลกฉบับสมบูรณ์ เพิ่อเพิ่มมูลค่าการส่งออกใน สินค้าอาหาร วัตถุดิบ เครื่องครัว และเครื่องใช้ในร้านอาหาร พัฒนาอาหารไทย และร้านอาหารไทยให้ได้มาตรฐาน และจะเพิ่มจำนวนร้านอาหารไทยให้ได้ 15,000 แห่งภายในปี 53 จากปัจจุบันที่มีอยู่ 13,000 แห่งทั่วโลก รวมทั้งจะนำเม็ดเงินจากการส่งออกสินค้าอาหารประมาณ 640,000 ล้านบาท
ในส่วนของการรักษาตลาดเก่า จะมีโครงการไทยแลนด์เบสเฟรนส์ เป็นการเชิญผู้นำเข้ารายใหญ่ที่สั่งซื้อสินค้าไทยเดินทางเข้ามาประเทศไทย เพื่อพบกับภาครัฐบาล และเอกชนของไทย ซึ่งจะมีการต้อนรับเป็นอย่างดีในฐานะแขกของรัฐบาลไทย และกระตุ้นให้เกิดการสั่งซื้อเพิ่มขึ้น โดยได้กำหนดจัดงานในวันที่ 2227 มิ.ย.นี้ ซึ่งคาดว่าจะมีผู้นำเข้าจากต่างประเทศเข้าร่วมโครงการกว่า 100 ราย และจะทำให้ยอดการสั่งซื้อในไตรมาส 3-4 เพิ่มขึ้น
สำหรับมาตรการราคาต้นทุนสินค้านั้น จะเน้นการช่วยเหลือสภาพคล่องให้กับผู้ประกอบการ โดยการเพิ่มสินเชื่อวงเงินประกันความเสี่ยงให้ผู้ส่งออกผ่านธนาคารเพื่อการส่งออกและ นำเข้า (เอ็กซิมแบงก์) วงเงิน 5,000 ล้านบาท รวมทั้งอยู่ระหว่างการหารือกับธนาคารพาณิชย์เพ่อขอให้เข้ามาร่วมประกันความ เสี่ยงให้กับผู้ส่งออก นอกจากนี้ยังขอให้กระทรวงการคลังพิจารณากำหนดนโยบายให้มีการปล่อยสินเชื่อให้ยืดหยุ่นยิ่งขึ้น และพิจารณาลดค่าธรรมเนียมการประกันการส่งออก เพื่อลดภาระค่าใช้จ่าย
ด้านการช่วยเหลือผู้ประกอบการให้เข้าถึงแหล่งเงินทุนเพื่อเพิ่มสภาพคล่อง นั้น ที่ผ่านมาได้มีโครงการเสริมสภาพคล่องทางการเงินแก่ผู้ประกอบการอัญมณีและ เครื่องประดับ พร้อมลงนามเอ็มโอยูระหว่างสมาคมอัญมณีและเครื่องประดับกับเอ็กซิมแบงก์ และเอสเอ็มอีแบงก์ รวมทั้งจะขยายความร่วมมือนี่ไปสู่สินค้ากลุ่มอื่นๆโดยจะมีการลงนามเอ็มโอยูในช่วงปลายเดือนเม.ย.นี้
ในขณะที่มาตรการด้านการตลาด จะจัดโรดโชว์เพื่อสร้างความเชื่อมั่นทั้งตลาดเก่าและใหม่ โดยในไตรมาส 2 กระทรวงพาณิชย์จะ เดินทางไปขยายตลาดในประเทศ กัมพูชา จีน ญี่ปุ่น และรัสเซีย ในช่วงเดือน มี.ค.-พ.ค. และจะมีการจัดคณะผู้แทนการค้าไปบุกเจาะตลาดใน 24 ประเทศ รวม 36 กิจกรรม ตั้งแต่เดือน มี.ค.-ก.ย. ทั้งนี้รวมไปถึงการร่วมคณะ โรดโชว์ ของนายกรัฐมนตรีไปประเทศจีนในช่วงต้นเดือน เม.ย. แอฟริกาวันที่ 16-23 เม.ย. และรัสเซียภายในเดือน พ.ค. เพื่อสร้างความเชื่อมั่นด้านการค้าและการลงทุนให้กับไทย
มาตรการด้านการสื่อสารและสร้างภาพลักษณ์ จะเร่งประชาสัมพันธ์เชิงรุกผ่านช่องทางออนไลน์ เช่น ออนไลน์เทรดโชว์ ออนไลน์บิสเนสแมชชิ่ง รวมทั้งเชื่อมโยงเว็บไซด์การค้าที่สำคัญ ตลอดจากการร่วมมือกับ เว็บไซด์อีเบย์ เพื่อพัฒนาผู้ประกอบการไทยให้สามารถขายสินค้ากับต่างประเทศ และยังมีส่วนลดค่าธรรมเนียมต่างๆ ส่วนมาตรการเร่งด่วนเพื่อแก้ไขการขาดคำสั่งซื้อชั่วคราวนั้น จะจัดงานเมดอินไทยแลนด์อย่างยิ่งใหญ่ทั้งในกรุงเทพและอีก4 จังหวัดที่สำคัญ ส่วนยอดการส่งออกในปีนี้จะมุ่งมั่นให้ขยายตัว 0-3% และจะพยายามให้ติดลบน้อยที่สุด
นอกจากนี้ยังมีแผนเพื่อบรรเทาภาระค่าครองชีพของประชาชน โดยจะจัดงานครั้งยิ่งใหญ่ “ไทยรมพลัง กู้เศรษฐกิจ” ในวันที่ 3-9 เม.ย. ที่อิมแพก เมืองทองธานี ขายสินค้าอุปโภค-บริโภคในราคาลดพิเศษสุด มีสินค้าจากโรงงานอุตสาหกรรมกว่า 1,500 คูหา รวมทั้งยังมีตลาดนัดอาชีพ บริการสินเชื่อต่างๆจากธนาคารของรัฐ และการขายอสังหาริมทรัพย์มือสอง และที่สำคัญจะให้คูปองเพิ่มเงินฟรี 200 บาท ให้กับผู้ที่มีหลักฐานได้รับเงินช่วยเหลือจากรัฐบาล 2,000 บาท เป็นจำนวน 200 คนต่อวัน
ด้านดร.สมชาย ภคภาสน์วิวัฒน์ ที่ปรึกษารัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ กล่าวว่า เชื่อว่า มาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจทั่วโลก จะเริ่มส่งผลในช่วงครึ่งปีหลัง ซึ่งจะส่งผลให้ตัวเลขการส่งออกไทย ไม่น่าจะติดลบ ถึงกว่าร้อยละ20 ดังนั้นสิ่งที่ต้องทำคืดมาตรการกระตุ้นการส่งออกในช่วงนี้ ซึ่งขณะนี้เห็นได้ว่าราคาโภคภัณฑ์ เริ่มขยับสุงขึ้น เช่นราคายาง และ หุ้นในตลา
แต่ทั้งสิ่งที่ต้องติดตามอย่างใกล้ชิด คือเมือ่เศรษฐกิจ เริ่มปรับตัวดีขึ้น จะช่วงหนึ่ง อาจจะมีการปรับฐาน โดย ดิ่งตัวลงอีก ซึ่ง จำเป็นต้องมีการติดตามอย่างใกล้ชิด ซึ่ง ทางทีมที่ปรึกษษจะมีการติดตามดูสถานการณ์ การเปลี่ยนแปลงสินค้าส่งออก ที่เป็นเป้าหมายหลัก ทุก 2 สัปดาห์ เพื่อ ยอดส่งออก เป็นลบน้อยที่สุด
ในขณะที่นางวรพรรณ ลิ้มตระกูล ตัวแทนกลุ่มอุตสาหกรรมเครื่องใช้ไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์ กล่าวแสนแนะรัฐบาลว่า กระทรวงพาณิชย์ควรเป็นแกนนำจัดตั้งวอรูมที่มีตัวแทนจากทุกกระทรวงที่เกี่ยวข้อง เพื่อแก้ปัญหาการส่งออกต่างๆให้เกิดความชัดเจน เพราะมีหลายเรื่องที่อยู่นอกเหนือการทำงานของกระทรวงพาณิชย์โดย เฉพาะเรื่องที่เกี่ยวข้องกับกระทรวงการคลัง ที่ยังไม่เป็นไปตามแนวทางที่ภาคเอกชนเสนอ ซึ่งถ้าเรื่องใดที่รัฐบาลทำไม่ได้ก็ควรจะมีเหตุผลแจ้งออกมาอย่างชัดเจน
นอกจากนี้ การท่าเรือแห่งประเทศไทยยังได้ประกาศปิดปรับปรุงท่าเทียบเรือคลองเตย 4 ท่า จากทั้งหมด 7 ท่า ทำให้ผู้ส่งออกโดยเฉพาะขนาดกลางและเล็กได้รับความเดือนร้อนมาก ต้องเสียต้นทุนขนส่งเพิ่มเพื่อไปส่งออกยังท่าเรือแหลมฉบัง ซึ่งการปิดปรับปรุงนี้ควรจะทำตั้งแต่ช่วงต้นปีที่ยังมีสินค้าส่งออกน้อย กลับมาปิดในช่วง มี.ค.-พ.ค. ซึ่งเป็นสะท้อนให้เห็นถึงการทำงานที่ไม่มีเอกภาพ โดยการท่าเรือควรจะเร่งปรับปรุงให้เสร็จภายในเดือน เม.ย. เพื่อให้เกิดความเดือดร้อนน้อยที่สุด
ที่มา :
กรุงเทพธุรกิจ ออนไลน์ -http://www.bangkokbiznews.com
คำถาม
1.5 มาตรการ กระตุ้นส่งออกในการกระตุ้นการส่งออกมีอะไรบ้าง
2.มาตรการราคาต้นทุนสินค้านั้น จะเน้นการช่วยเหลือสภาพคล่องให้กับผู้ประกอบการโดยใช้วิธีใด
3.มาตรการด้านการตลาด จะจัดโรดโชว์เพื่อสร้างความเชื่อมั่นทั้งตลาดเก่าและใหม่ โดยในไตรมาส 2 กระทรวงพาณิชย์จะเดินทางไปขยายตลาดในประเทศใดบ้าง
วันเสาร์ที่ 22 สิงหาคม พ.ศ. 2552
วันจันทร์ที่ 10 สิงหาคม พ.ศ. 2552
ทอง...ทอง...ทอง
จัดทำบทความโดย นาย ศรวัฒน์ พรชัยสำเร็จผล ID 5001203009 C2/2
ทอง...ทอง...ทอง
การลงทุนในทองคำ เป็นกระแสที่นักลงทุนส่วนใหญ่ให้ความนิยมเป็นอย่างมาก โดยนักลงทุนสามารถลงทุนได้ทั้งทางตรงและทางอ้อม ด้วยเหตุผลที่มีอย่างมากมายที่สามารถดึงดูดนักลงทุน เช่น การปรับตัวเพิ่มขึ้นของราคาทองคำตามสถิติตั้งแต่ปี 2001 ราคาทองคำได้ปรับตัวเพิ่มขึ้นกว่า 150% ความต้องการที่เพิ่มมากขึ้นจากกำลังการผลิตที่ลดลง ซึ่งล้วนแล้วแต่เป็นปัจจัยที่ทำให้ราคาทองปรับตัวเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องในช่วงที่ผ่านมา แม้ว่าขณะนี้ราคาทองจะปรับตัวลดลงก็ตาม ความนิยมในการลงทุนก็มิได้ลดน้อยลงเลย บทความนี้ก็อยากจะพูดทั้ง 2 มุมมองของการลงทุนในทองคำไม่ว่าทางตรงโดยการซื้อทองคำแท่งเอง และการลงทุนโดยอาศัยความชำนาญของผู้บริหารกองทุน
การลงทุนโดยตรง : นักลงทุนส่วนใหญ่แล้วจะนิยมซื้อทองคำแท่ง หรือทองรูปพรรณมาเก็บไว้ ช่วงที่ผ่านมาราคาขึ้นแรงๆ คนก็เอาไปขาย บางช่วงที่ราคาปรับลดลง คนก็ไปซื้อเก็บไว้เพื่อเก็งกำไร การที่นักลงทุนจะตัดสินใจซื้อหรือขายนั้น ผมอยากแนะนำให้ท่านได้ติดตามสถานการณ์และปัจจัยต่างๆ ที่มีผลกระทบต่อราคาทองคำด้วย เช่น ในช่วงที่ผ่านมาราคาทองปรับตัวสูงขึ้นเพราะอะไร เราก็ต้องไปดูและศึกษาว่า Demand และ Supply นั้นสะท้อนให้เห็นถึงมูลค่าหรือราคาจริงของทองคำไหม หรือเป็นเพราะเกิดจากการเก็งกำไรของ Hedge Fund อย่างที่ผ่านมาไม่กี่เดือน ตัวอย่างที่ผ่านมาสำหรับสถานการณ์การซื้อขายทองคำในช่วงสงกรานต์ จะเห็นได้ว่าความต้องการซื้อทองคำปรับตัวลดลง ซึ่งเป็นผลมาจากราคาทองคำที่ปรับตัวเพิ่มขึ้นอย่างมาก ราคาสินค้าอุปโภคบริโภคปรับตัวเพิ่มขึ้น ราคาน้ำมันปรับตัวสูงขึ้น และอัตราเงินเฟ้อที่สูงขึ้นตามด้วย
อย่างไรก็ดี การลงทุนในทองคำก็ถือเป็นการลงทุนที่ใช้ในการลดผลกระทบจากเงินเฟ้อได้ เนื่องจากถ้าเรามองราคาทองคำระยะยาวแล้ว ทองคำก็ยังคงมีมูลค่าสูงอยู่ดี แม้ปรับลดด้วยอัตราเงินเฟ้อแล้วก็ตาม
การลงทุนผ่านกองทุนรวม ซึ่งถือเป็นการอาศัยความเชี่ยวชาญของ บลจ. ต่างๆ ซึ่งเท่าที่มีอยู่ในตอนนี้ เช่น TMB Gold Fund, ING Golden Star link, BT FIF Golden link เป็นต้น อย่างที่เราทราบกันดี การลงทุนในกองทุนรวมมีขั้นตอนในการตัดสินใจพิจารณาหามูลค่าของการลงทุนนั้นๆ ก่อนตัดสินใจซื้อหรือขาย โดยกลยุทธ์การซื้อขายของกองทุนเท่าที่ผมเข้าใจ จะใช้การบริหารเชิงรับ (Passive Investment Strategy) โดยเป็นการลงทุนในหน่วยลงทุนของกองทุนต่างประเทศอีกที ฉะนั้นการลงทุนประเภทนี้ก็ถือเป็นกองทุน FIF อย่างหนึ่ง ถ้าถามว่าปัจจัยใดที่มีผลกระทบต่อเงินลงทุนของกองทุนประเภทนี้ คำตอบคือความผันผวนของราคาทองคำ รวมถึงอัตราแลกเปลี่ยน โดยสามารถแบ่งออกเป็น 2 ความเสี่ยงด้วยกัน
1) ความเสี่ยงจากการเปลี่ยนแปลงราคาทองคำ (Price Risk)
หมายถึงโอกาสที่ราคาทองในตลาดโลกจะเพิ่มสูงขึ้นหรือลดต่ำลงในช่วงระยะเวลาสั้นๆ หรือระยะยาวในบางครั้ง เช่น ในช่วงที่ธนาคารกลางของประเทศต่างๆ ขายเงินทุนสำรองที่เก็บในทองคำออกมาในตลาด จนทำให้ราคาทองในตลาดโลกลดต่ำลง ทั้งนี้ หากเกิดเหตุการณ์ดังกล่าวขึ้นจะส่งผลกระทบต่อกองทุน เนื่องจากมูลค่าสินทรัพย์สุทธิของกองทุนมีการเปลี่ยนแปลงตามราคาทองในตลาดโลก ดังนั้นหากราคาทองในตลาดโลกลดลงจะส่งผลทำให้มูลค่าสินทรัพย์สุทธิของกองทุนลดลงได้
อย่างไรก็ดี การเปลี่ยนแปลงของราคาทองคำมีความเป็นอิสระจากการเปลี่ยนแปลงจากการลงทุนการลงทุนในตราสารทุนหรือตราสารหนี้ ทั้งนี้ จากข้อมูลทางสถิติย้อนหลังที่ทำการศึกษาทั้งในและต่างประเทศแสดงให้เห็นว่า ผลตอบแทนของทองคำมีค่าความสัมพันธ์กับผลตอบแทนจากการลงทุนในสภาวะที่คาดว่าผลตอบแทนจากการลงทุนในตราสารทุนหรือตราสารหนี้มีแนวโน้มลดลง
2) ความเสี่ยงด้านอัตราแลกเปลี่ยน (Currency Risk)
ความเสี่ยงที่เกิดจากความผันผวนของอัตราแลกเปลี่ยนของเงินบาทเมื่อเทียบกับเงินสกุลต่างประเทศอื่น กล่าวคือ หากค่าเงินบาทมีค่าแข็งขึ้นจากวันที่กองทุนเข้าลงทุนเมื่อเทียบกับสกุลเงินดอลลาร์ที่เข้าลงทุนนั้น (เช่น จาก 33 บาท ต่อ1ดอลลาร์สหรัฐ เป็น 31 บาท) จะทำให้กองทุนได้รับดอกเบี้ยตามงวดและ/หรือเงินต้นเมื่อครบกำหนดของตราสารเป็นเงินบาทในจำนวนที่น้อยลง ซึ่งจะทำให้ผลตอบแทนของการลงทุนต่ำกว่าที่คาดไว้ ในทางกลับกัน หากค่าเงินบาทมีค่าอ่อนลง (เช่น จาก 33 บาท ต่อ 1 ดอลลาร์สหรัฐ เป็น 35 บาท) จะทำให้มูลค่าทรัพย์สินสุทธิของกองทุนเมื่อคำนวณเป็นสกุลเงินบาทมากขึ้น
สรุป : การลงทุนในทองคำถือเป็นการกระจายการลงทุนอีกวิธีหนึ่งนอกเหนือจาก การลงทุนต่างๆ ที่กล่าวมาในบทความที่แล้ว (“จัดพอร์ตการลงทุน”) และนิยมใช้เป็นเครื่องมือลดความเสี่ยงในการลงทุน เนื่องจากการวิจัยและศึกษาโดยหาค่า Correlation กับการลงทุนประเภทอื่นๆ เช่น ตราสารหนี้ ตราสารทุน แล้ว มีค่า Correlation ที่ต่ำ จึงถือเป็นการกระจายลงทุนที่ดีในช่วงที่ตราสารหนี้ และตราสารทุนมีความผันผวน
ที่มา : http://www.acls.co.th/th/home/knowhow_cms.aspx?nid=5829&Page_ModuleKey=knowhow
คำถาม :
1.ความเสี่ยงในการลงทุนกับทองคำมีอะไรบ้าง
2.ในช่วงสงกรานต์ที่ผ่านมา การซื้อทองคำลดน้อยลง เพราะราคาทองคำเป็นอย่างไร
3.ทำไมคุณถึงจะตัดสินใจลงทุนกับทองคำมากกว่าการนำเงินไปลงทุนประเภทอื่นๆ
ทอง...ทอง...ทอง
การลงทุนในทองคำ เป็นกระแสที่นักลงทุนส่วนใหญ่ให้ความนิยมเป็นอย่างมาก โดยนักลงทุนสามารถลงทุนได้ทั้งทางตรงและทางอ้อม ด้วยเหตุผลที่มีอย่างมากมายที่สามารถดึงดูดนักลงทุน เช่น การปรับตัวเพิ่มขึ้นของราคาทองคำตามสถิติตั้งแต่ปี 2001 ราคาทองคำได้ปรับตัวเพิ่มขึ้นกว่า 150% ความต้องการที่เพิ่มมากขึ้นจากกำลังการผลิตที่ลดลง ซึ่งล้วนแล้วแต่เป็นปัจจัยที่ทำให้ราคาทองปรับตัวเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องในช่วงที่ผ่านมา แม้ว่าขณะนี้ราคาทองจะปรับตัวลดลงก็ตาม ความนิยมในการลงทุนก็มิได้ลดน้อยลงเลย บทความนี้ก็อยากจะพูดทั้ง 2 มุมมองของการลงทุนในทองคำไม่ว่าทางตรงโดยการซื้อทองคำแท่งเอง และการลงทุนโดยอาศัยความชำนาญของผู้บริหารกองทุน
การลงทุนโดยตรง : นักลงทุนส่วนใหญ่แล้วจะนิยมซื้อทองคำแท่ง หรือทองรูปพรรณมาเก็บไว้ ช่วงที่ผ่านมาราคาขึ้นแรงๆ คนก็เอาไปขาย บางช่วงที่ราคาปรับลดลง คนก็ไปซื้อเก็บไว้เพื่อเก็งกำไร การที่นักลงทุนจะตัดสินใจซื้อหรือขายนั้น ผมอยากแนะนำให้ท่านได้ติดตามสถานการณ์และปัจจัยต่างๆ ที่มีผลกระทบต่อราคาทองคำด้วย เช่น ในช่วงที่ผ่านมาราคาทองปรับตัวสูงขึ้นเพราะอะไร เราก็ต้องไปดูและศึกษาว่า Demand และ Supply นั้นสะท้อนให้เห็นถึงมูลค่าหรือราคาจริงของทองคำไหม หรือเป็นเพราะเกิดจากการเก็งกำไรของ Hedge Fund อย่างที่ผ่านมาไม่กี่เดือน ตัวอย่างที่ผ่านมาสำหรับสถานการณ์การซื้อขายทองคำในช่วงสงกรานต์ จะเห็นได้ว่าความต้องการซื้อทองคำปรับตัวลดลง ซึ่งเป็นผลมาจากราคาทองคำที่ปรับตัวเพิ่มขึ้นอย่างมาก ราคาสินค้าอุปโภคบริโภคปรับตัวเพิ่มขึ้น ราคาน้ำมันปรับตัวสูงขึ้น และอัตราเงินเฟ้อที่สูงขึ้นตามด้วย
อย่างไรก็ดี การลงทุนในทองคำก็ถือเป็นการลงทุนที่ใช้ในการลดผลกระทบจากเงินเฟ้อได้ เนื่องจากถ้าเรามองราคาทองคำระยะยาวแล้ว ทองคำก็ยังคงมีมูลค่าสูงอยู่ดี แม้ปรับลดด้วยอัตราเงินเฟ้อแล้วก็ตาม
การลงทุนผ่านกองทุนรวม ซึ่งถือเป็นการอาศัยความเชี่ยวชาญของ บลจ. ต่างๆ ซึ่งเท่าที่มีอยู่ในตอนนี้ เช่น TMB Gold Fund, ING Golden Star link, BT FIF Golden link เป็นต้น อย่างที่เราทราบกันดี การลงทุนในกองทุนรวมมีขั้นตอนในการตัดสินใจพิจารณาหามูลค่าของการลงทุนนั้นๆ ก่อนตัดสินใจซื้อหรือขาย โดยกลยุทธ์การซื้อขายของกองทุนเท่าที่ผมเข้าใจ จะใช้การบริหารเชิงรับ (Passive Investment Strategy) โดยเป็นการลงทุนในหน่วยลงทุนของกองทุนต่างประเทศอีกที ฉะนั้นการลงทุนประเภทนี้ก็ถือเป็นกองทุน FIF อย่างหนึ่ง ถ้าถามว่าปัจจัยใดที่มีผลกระทบต่อเงินลงทุนของกองทุนประเภทนี้ คำตอบคือความผันผวนของราคาทองคำ รวมถึงอัตราแลกเปลี่ยน โดยสามารถแบ่งออกเป็น 2 ความเสี่ยงด้วยกัน
1) ความเสี่ยงจากการเปลี่ยนแปลงราคาทองคำ (Price Risk)
หมายถึงโอกาสที่ราคาทองในตลาดโลกจะเพิ่มสูงขึ้นหรือลดต่ำลงในช่วงระยะเวลาสั้นๆ หรือระยะยาวในบางครั้ง เช่น ในช่วงที่ธนาคารกลางของประเทศต่างๆ ขายเงินทุนสำรองที่เก็บในทองคำออกมาในตลาด จนทำให้ราคาทองในตลาดโลกลดต่ำลง ทั้งนี้ หากเกิดเหตุการณ์ดังกล่าวขึ้นจะส่งผลกระทบต่อกองทุน เนื่องจากมูลค่าสินทรัพย์สุทธิของกองทุนมีการเปลี่ยนแปลงตามราคาทองในตลาดโลก ดังนั้นหากราคาทองในตลาดโลกลดลงจะส่งผลทำให้มูลค่าสินทรัพย์สุทธิของกองทุนลดลงได้
อย่างไรก็ดี การเปลี่ยนแปลงของราคาทองคำมีความเป็นอิสระจากการเปลี่ยนแปลงจากการลงทุนการลงทุนในตราสารทุนหรือตราสารหนี้ ทั้งนี้ จากข้อมูลทางสถิติย้อนหลังที่ทำการศึกษาทั้งในและต่างประเทศแสดงให้เห็นว่า ผลตอบแทนของทองคำมีค่าความสัมพันธ์กับผลตอบแทนจากการลงทุนในสภาวะที่คาดว่าผลตอบแทนจากการลงทุนในตราสารทุนหรือตราสารหนี้มีแนวโน้มลดลง
2) ความเสี่ยงด้านอัตราแลกเปลี่ยน (Currency Risk)
ความเสี่ยงที่เกิดจากความผันผวนของอัตราแลกเปลี่ยนของเงินบาทเมื่อเทียบกับเงินสกุลต่างประเทศอื่น กล่าวคือ หากค่าเงินบาทมีค่าแข็งขึ้นจากวันที่กองทุนเข้าลงทุนเมื่อเทียบกับสกุลเงินดอลลาร์ที่เข้าลงทุนนั้น (เช่น จาก 33 บาท ต่อ1ดอลลาร์สหรัฐ เป็น 31 บาท) จะทำให้กองทุนได้รับดอกเบี้ยตามงวดและ/หรือเงินต้นเมื่อครบกำหนดของตราสารเป็นเงินบาทในจำนวนที่น้อยลง ซึ่งจะทำให้ผลตอบแทนของการลงทุนต่ำกว่าที่คาดไว้ ในทางกลับกัน หากค่าเงินบาทมีค่าอ่อนลง (เช่น จาก 33 บาท ต่อ 1 ดอลลาร์สหรัฐ เป็น 35 บาท) จะทำให้มูลค่าทรัพย์สินสุทธิของกองทุนเมื่อคำนวณเป็นสกุลเงินบาทมากขึ้น
สรุป : การลงทุนในทองคำถือเป็นการกระจายการลงทุนอีกวิธีหนึ่งนอกเหนือจาก การลงทุนต่างๆ ที่กล่าวมาในบทความที่แล้ว (“จัดพอร์ตการลงทุน”) และนิยมใช้เป็นเครื่องมือลดความเสี่ยงในการลงทุน เนื่องจากการวิจัยและศึกษาโดยหาค่า Correlation กับการลงทุนประเภทอื่นๆ เช่น ตราสารหนี้ ตราสารทุน แล้ว มีค่า Correlation ที่ต่ำ จึงถือเป็นการกระจายลงทุนที่ดีในช่วงที่ตราสารหนี้ และตราสารทุนมีความผันผวน
ที่มา : http://www.acls.co.th/th/home/knowhow_cms.aspx?nid=5829&Page_ModuleKey=knowhow
คำถาม :
1.ความเสี่ยงในการลงทุนกับทองคำมีอะไรบ้าง
2.ในช่วงสงกรานต์ที่ผ่านมา การซื้อทองคำลดน้อยลง เพราะราคาทองคำเป็นอย่างไร
3.ทำไมคุณถึงจะตัดสินใจลงทุนกับทองคำมากกว่าการนำเงินไปลงทุนประเภทอื่นๆ
สมัครสมาชิก:
ความคิดเห็น (Atom)
